ทำไมโรงเรียนในชนบทแห่งนี้ถึงสอนให้เด็กเรียนรู้จากปัญหา

Last updated: Apr 22, 2019  |  331 จำนวนผู้เข้าชม  |  สิทธิในการศึกษา

ใครจะรู้ว่าไกลออกไปจากกรุงเทพฯ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 2 ชั่วโมง ชุมชนเกษตรกรขนาดเล็กแห่งหนึ่งในอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม กำลังรุดหน้าพัฒนาเยาวชนท้องถื่นอย่างเต็มที่

โรงเรียนบ้านห้วยรางเกตุ โรงเรียนระดับอนุบาล-ประถมภายใต้การบริหารของผู้อำนวยการพิญช์สินี ชื่นชูวงษ์ ลุกขึ้นมานำร่องรูปแบบการเรียนการสอนที่ทันสมัย และท้าทายการศึกษาไทยแบบเดิมๆ

หลักสูตรของโรงเรียนขนาดเล็กแห่งนี้นำนวัตกรรมการศึกษาที่เรียกว่า “การเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน” หรือ “Problem-Based Learning” มาปรับใช้ในห้องเรียน รวมทั้งเป็นหลักสูตรที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการ
พัฒนาให้เด็กมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น สร้างและสานความสัมพันธ์ และมีทักษะเชิงปฏิบัติและความสามารถในการตัดสินใจ ผู้เรียนจะไม่ถูกประเมินเป็นเกรดหรือตัวเลข แต่ประเมินตามมาตรฐานปัจเจกของแต่ละคน ทั้งในด้านความสามารถทางวิชาการและความฉลาดทางอารมณ์ พวกเขาได้รับการสนับสนุนให้ตระหนักและเข้าใจทัศนคติและความรู้สึกที่ตนมีต่อตนเอง เพื่อนร่วมชั้น และกระบวนการเรียนรู้

เด็กๆ มีโอกาสคิดและนำเสนอวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชนของพวกเขาเอง โดยได้รับคำแนะนำและความช่วยเหลือจากครู ส่วนครูเองก็สนับสนุนให้พวกเขาคิดนอกกรอบ และแสดงความคิดเห็นและใช้จินตนาการได้อย่างเต็มที่

 

 

เช้าแต่ละวันเริ่มต้นด้วยกิจกรรมสะท้อนตนที่เรียกว่า “จิตศึกษา” ซึ่งถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของหลักสูตร นักเรียนและครูจะนั่งล้อมวงเป็นเวลาประมาณ 20 นาที เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้สึก ทำจิตใจให้สงบ โดยเป็นการเตรียมพร้อมกับการเรียนรู้ในวันนั้น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจิตศึกษาจะนั่งลงที่พื้นเหมือนกัน มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าไม่มีการแบ่งลำดับขั้นหรือความเป็นอาวุโสในวงกลมวงนี้ กิจกรรมที่แสนจะเรียบง่ายกิจกรรมนี้ช่วยให้นักเรียนปล่อยวางสิ่งที่หนักหน่วงใจ ซึ่งอาจจะเป็นหน้าที่ทำเวรหรือปัญหาที่บ้าน และรู้ว่าโรงเรียนก็สามารถเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยได้

 

Chart created by students outlining the links between emotional, spiritual, intellectual, and physical qualities of learning, and the importance of morning reflection.

 

กิจกรรมจิตศึกษาเป็นการเตรียมความพร้อมของนักเรียนกับการเรียนรู้แบบบูรณาการในชั่วโมงต่อๆ มา โดยการเรียนจะผสมผสานเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มข้นเข้ากับความรู้ทางสังคมศาสตร์ผ่านกิจกรรมปฏิสัมพันธ์ต่างๆ แทนที่จะแบ่งชั่วโมงเรียนเป็น 8 วิชาสามัญตามการเรียนการสอนของไทยแบบเดิม โรงเรียนบ้านห้วยรางเกตุออกแบบตารางเรียนตามหน่วยการเรียนรู้ และเน้นการทำกิจกรรมเป็นหลัก ครูจะสอนผ่านการทำงานเดี่ยวและกลุ่ม เพื่อให้เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมของนักเรียน และสามารถพัฒนาทักษะต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันนอกเหนือไปจากช่วงเวลาที่โรงเรียน

ยกตัวอย่างเช่น หน่วยการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำครัว ซึ่งให้เด็กๆ นำผลผลิตจากการทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์ของที่บ้านมาโรงเรียน อาทิ ไข่สด นม อ้อย ตะไคร้ ข้าวโพด ฯลฯ และเรียนวิธีการปรุงอาหารจากวัตถุดิบเหล่านั้น โดยการสอนจะบูรณาการวิชาอื่นๆ อย่างศิลปะ ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์เข้าไว้ด้วย เช่น ให้นักเรียนวาดภาพประกอบแผนการสอน เรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษของอาหารชนิดต่างๆ และเรียนวิธีการชั่งตวงวัด ขณะกำลังเตรียมอาหารที่พวกเขาจะได้แบ่งกันทาน

บทเรียนนี้ไม่สิ้นสุดเพียงในห้องเรียน เด็กๆ กลับบ้านพร้อมความกระตือรือร้นที่จะช่วยพ่อแม่ทำกับข้าว การเข้าครัวเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและเด็กได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่อาจกำลังประสบปัญหาภายในบ้าน นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าหลักสูตรของโรงเรียนขนาดเล็กแห่งนี้ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแข็งแกร่งขึ้น และเสริมสร้างทักษะสำคัญต่างๆ ให้แก่ผู้สืบทอดชุมชนแห่งนี้

 

 

เช่นเดียวกันกับโครงการอื่นๆ ที่แอ็คชั่นเอดสนับสนุน หลักสูตรที่ใช้นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กนั้น มีหัวเรือสำคัญคือผู้นำในพื้นที่ผู้อุทิศตนให้กับการสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชน ระหว่างที่ลงพื้นที่ ดิฉันมีโอกาสพบกับ ผอ. พิญช์สินี ชื่นชูวงษ์ และฟังเธอเล่าเกี่ยวกับความตั้งใจที่มุ่งให้โรงเรียนมีการเรียนการสอนที่ทันโลก แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะยกระดับโรงเรียนขนาดเล็กของเธอขึ้นจากระบบการศึกษาไทย “ฟรีไซส์” ที่ถูกผลิตขึ้นมาแบบเดียวและหวังให้ใช้ได้กับทุกโรงเรียน นอกเหนือไปจากการตอบรับทางลบจากผู้ปกครองและครูในช่วงแรก ผอ. พิญช์สินีอาจยังต้องประสบผลต่างๆ ที่ตามมาจากการผันโรงเรียนออกจากหลักสูตรเดิม

แต่ถึงแม้จะมีอุปสรรค ผอ. พิญช์สินีก็มุ่งมั่นที่จะทำให้เยาวชนมีโอกาสเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เต็มไปด้วยพลังบวก และมีความยืดหยุ่น เธอดำเนินงานร่วมกับกลุ่มพัฒนาการศึกษาและมหาวิทยาลัยในพื้นที่ และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และวันนี้ก็ประสบความสำเร็จในฐานะโรงเรียนนำร่องนวัตกรรมการศึกษา ซึ่งเธอหวังว่าจะเป็นแพร่หลายในโรงเรียนระดับประถมศึกษา ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกในอนาคต

 

 

ความท้าทายต่อไปที่ผอ. พิญช์สินีต้องรับมือคือการพัฒนาอย่างยั่งยืน เธอเข้าใจดีว่าหากไม่มีเธอเป็นแกนนำในการทดลองอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ การปรับใช้หลักสูตรนี้และการขยายผลก็อาจจะไม่เกิดขึ้น ผอ. ร่วมมือกับครูและผู้ปกครองเพื่อพัฒนาเครือข่ายที่มีเป้าหมายร่วมในการใช้วิธีที่อยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน หล่อหลอมเยาวชน หากเธอก้าวต่ออย่างไม่ท้อถอย และมีแรงสนับสนุนจากชุมชนและมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ นักเรียนอีกนับล้านคนทั่วประเทศก็อาจจะได้เรียนหลักสูตรบูรณาการแบบนี้เช่นกัน

 

โดย เมริดิธ สเลเตอร์ ผู้อำนวยการงานพัฒนา แอ็คชั่นเอด สหรัฐอเมริกา

บทความนี้เดิมปรากฎอยู่บนเว็บไซต์ ActionAid USA

Powered by MakeWebEasy.com