ความมั่นคงทางอาหาร กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก

Last updated: Dec 2, 2016  |  791 จำนวนผู้เข้าชม  |  สิทธิในการศึกษา

อย่างที่ทราบกันดีว่า “โรงเรียนขนาดเล็ก” (โรงเรียนที่มีเด็กต่ำกว่า 120 คน และโดยมากตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลตามชนบท) ซึ่งมีอยู่กว่า 17,000 แห่งทั่วประเทศ เป็นโรงเรียนที่มีข้อจำกัดในการบริหารจัดการหลายอย่างทั้งด้านงบประมาณ บุคลากรครู รวมถึงอาคาร สถานที่และสื่อการเรียนการสอนต่างๆที่มีอยู่อย่างจำกัด จน “โรงเรียนขนาดเล็ก” ส่วนใหญ่ไม่สามารถส่งมอบคุณภาพทางการศึกษา (ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวง เมื่อเทียบกับโรงเรียนขนาดใหญ่) ให้กับเด็กนักเรียนได้ ดังนั้นเมื่อเอางบประมาณเป็นตัวตั้งและหารด้วยจำนวนเด็กนักเรียนแล้ว พบว่าผลลัพท์ซึ่งคือคุณภาพการศึกษากลับไม่เป็นที่น่าพอใจ ในปีพ.ศ.2556 ภาครัฐจึงตัดสินใจประกาศนโยบายเพื่อยุบหรือควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีอยู่ แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รวมถึงการขับเคลื่อนจากกลุ่มและเครือข่ายต่างๆรวมถึงคนส่วนใหญ่ในสังคม แต่นโยบายนี้ก็ยังคงมีการบังคับใช้ โดยได้ทยอยยุบและควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดความพร้อมไปเป็นจำนวนไม่น้อย

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ภาครัฐเองไม่ได้มีโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ในทุกพื้นที่ของประเทศ นโยบายจึงได้เปิดโอกาสซึ่งเป็นถือช่องว่างแห่งความหวังเล็กๆไว้ว่า “จะไม่ปิดโรงเรียนขนาดเล็กที่เป็นที่ต้องการของชุมชนและสามารถบริหารจัดการการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับเด็กได้” ดังนั้นเราจึงเห็นความพยายามของโรงเรียนขนาดเล็กในการพัฒนาตนเองเพื่อความอยู่รอด ความพยายามแบบหลังชนฝาที่เกิดขึ้นนั้น ก่อให้เกิดรูปแบบการบริหารจัดการที่หลากหลายและมีความสร้างสรรค์ ผ่านการเชื่อมโยงเข้ากับบริบทแวดล้อมของตนเองอย่างกลมกลืน ภายใต้การประสานความร่วมมือกับชุมชน หน่วยงานปกครองในท้องถิ่น องค์กรเอกชน รวมไปถึงภาคธุรกิจ

แอ็คชั่นเอด ประเทศไทยเป็นหนึ่งในองค์กรที่ทำงานอย่างเต็มตัวในการส่งเสริมและสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็ก ตั้งแต่มีการประกาศนโยบายยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ที่จะส่งผลกระทบต่อสิทธิในการเข้าการถึงการศึกษาของเด็กกว่า 200,000 คนทั่วประเทศ ดังนั้นการที่เราจะทำให้โรงเรียนขนาดเล็กอยู่รอดให้ได้ เราจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนที่เหมาะสม รวมถึงการขยายแนวคิดเหล่านั้นออกไปยังโรงเรียนขนาดเล็กอื่นๆ ผ่านการสร้างการทำงานแบบเครือข่ายที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นทางออกของการแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กอย่างยั่งยืน

“เงินทองของมายา ข้าวปลาสิของจริง”

ประโยคทองของหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ที่แม้ท่านจะกล่าวไว้เป็นเวลาเกือบร้อยปีแล้วแต่ก็ยังคงความศักดิ์สิทธิจนถึงทุกวันนี้ เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศไทยที่เป็นประเทศเกษตรกรรม แนวคิดที่เชื่อมโยงการสร้างความมั่นคงทางอาหารนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับวงการการเกษตรเท่านั้น แต่ยังคงนำมาปรับใช้กับวงการอื่นๆรวมทั้งการศึกษาด้วย

โรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งที่แอ็คชั่นเอดทำงานด้วย โดยเฉพาะในภาคอีสานมีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการบูรณาการเอาแนวคิดการทำเกษตรมาไว้ในโรงเรียน ตัวอย่างเช่นโรงเรียนบ้านหนองหญ้าปล้อง จ.บุรีรัมย์ หนึ่งในสมาชิกของสภาการศึกษาเพื่อปวงชนภาคอีสานหรือเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กในภาคอีสานที่แอ็คชั่นเอดร่วมก่อตั้งขึ้น มีความเด่นชัดเป็นอย่างมากในด้านการจัดฐานการเรียนรู้ต่างๆในโรงเรียนให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชน ผ่านการปลูกผักในโรงเรียน การเลี้ยงสัตว์เช่นหมู ไก่ ปลา เพื่อนำผลิตผลที่ได้มาบริโภคในโรงเรียน นอกจากจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายสำหรับค่าอาหารกลางวันเด็กแล้วและยังมีผลผลิตเหลือพอสำหรับจำหน่ายเพื่อหาเงินเข้ามาสนับสนุนโรงเรียนด้วย นอกจากเด็กนักเรียนจะได้เรียนรู้วิถีของชุมชนตนเองแล้ว เด็กยังได้รับการพัฒนาทักษะชีวิตผ่านกิจกรรมต่างๆเหล่านี้ด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเด็กจบออกไปแล้วจะสามารถทำงานหารายได้เพื่อช่วยเหลือครอบครัวอีกทางหนึ่ง



“หนูชอบปลูกผัก ถึงจะเหนื่อยและต้องตากแดด แต่พอผักโตก็ได้กิน หนูเอาผักไปขายที่หมู่บ้านก็ได้เงินมาเข้าโรงเรียนด้วยค่ะ” น้องแพม ดญ.วนิดา เกษรนวล นักเรียนชั้นป.6 โรงเรียนบ้านหนองหญ้าปล้องกล่าว



จากต้นแบบ...สู่การสร้างต้นกล้า

จากความสำเร็จที่เกิดขึ้น แอ็คชั่นเอดจึงได้จัดกิจกรรมการศึกษาดูงาน เพื่อขยายแนวคิดดังกล่าวไปยังโรงเรียนขนาดเล็กอื่นๆโดยเราได้พาเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กจาก จ.น่าน จำนวน 24 แห่งเพื่อไปศึกษาดูงานด้านความมั่นคงทางอาหารกับการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก ณ โรงเรียนบ้านหนองหญ้าปล้อง จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 28-29 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา

การทำเกษตรกรรมในโรงเรียนแม้จะไม่ใช่ของใหม่ซะทีเดียวสำหรับเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กในจ.น่าน เพราะหลายโรงเรียนได้มีการริเริ่มทำแล้ว แต่การศึกษาดูงานในครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดความรู้เดิมที่มีและยังเป็นการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมต่างๆซี่งกันและกัน เพื่อให้แต่ละโรงเรียนนำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม รวมถึงกิจกรรมครั้งนี้ยังเป็นเชื่อมเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กของทั้งสองภาคเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้เกิดการทำงานสอดประสานและสนับสนุนซึ่งกันและกันในอนาคต

นอกจากความโดดเด่นในด้านการทำเกษตรอินทรีย์ในโรงเรียนแล้วโรงเรียนบ้านหนองหญ้าปล้องยังแสดงให้เราเห็นถึงความเป็นต้นแบบในการทำเกษตรแบบครบวงจร ตั้งแต่การจัดการระบบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์การสร้างความมีส่วนร่วมกับเด็กในการทำเกษตรเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและเสริมสร้างการเรียนรู้ การเลี้ยงสัตว์ รวมไปถึงการจัดทำระบบไอซีทีในโรงเรียนเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กอย่างเป็นระบบ



“ผมไม่เคยทำงานเพื่อหวังการประเมินหรือรางวัลอะไร ผมทำเพราะผมมีใจที่ต้องการทำเพื่อเด็ก อยากให้เด็กได้อยู่ในโรงเรียนที่ดีและทำให้เค้าได้ประโยชน์มากที่สุด และเมื่อเราตั้งใจทำทุกอย่างอย่างเต็มที่  แล้ว พวกรางวัลหรือความสำเร็จมันจะตามมาเอง”  ทรงศักดิ์ สิรัมย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองหญ้าปล้อง เจ้าของแหล่งศึกษาดูงานกล่าวต่อผู้เข้าร่วมด้วยความภาคภูมิใจ

แน่นอนว่าถ้วยรางวัลหรือประกาศนียบัตรเป็นจำนวนมากที่โรงเรียนได้รับจากต้นสังกัดหรือหน่วยงานอื่นๆนั้น เป็นเพียงหนึ่งในข้อพิสูจน์ที่ทำให้เราเห็นว่าโรงเรียนขนาดเล็กสามารถอยู่รอดได้จริงๆและยังสามารถมอบการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับเด็กได้จริงๆ คุณภาพที่ว่านั้นไม่ได้เป็นคุณภาพที่ถูกกำหนดโดยข้อสอบในเชิงวิชาการแต่เพียงอย่างเดียวแต่เป็นการศึกษาที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กได้อย่างยั่งยืน

ความพยายามของโรงเรียนขนาดเล็กนี้ถือเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ เนื่องจากการที่จะทำให้กิจกรรมต่างๆประสบความสำเร็จ อย่างที่โรงเรียนบ้านหนองหญ้าปล้องสามารถทำได้ จำเป็นต้องแลกมาด้วยความทุ่มเทของทุกคนในโรงเรียน ไม่เพียงแต่ผู้บริหารแต่ยังรวมถึงครูและชุมชนในการเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนอีกด้วย ภายใต้การเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายและแนวทางการปฏิรูปทางการศึกษาที่ยังคงไม่นิ่งจากข้างบน รวมถึงตราบใดที่นโยบายยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กยังคงมีอยู่  โรงเรียนขนาดเล็กคงไม่สามารถอยู่นิ่งและรอรับชะตากรรมอย่างเดียวได้ แต่โรงเรียนขนาดเล็กจำเป็นต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจากล่างสู่บนให้ได้

แอ็คชั่นเอด ประเทศไทยยังคงทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศ และแม้ว่าเราจะสร้างหลักชัยแห่งความสำเร็จได้หลายอย่างแล้ว แต่เราก็ยังมีภารกิจอีกมากที่ต้องเร่งทำให้สำเร็จ เพื่อเพาะพันธุ์ต้นกล้าแห่งความสำเร็จของโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านั้นให้แตกหน่อ ต่อยอดไปในพื้นที่ต่างๆให้มากที่สุด 



“เราได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจากการดูงานครั้งนี้ และผมเชื่อว่าโรงเรียนขนาดเล็กในจ.น่านจะทำงานเป็นเครือข่ายกับภาคอีสานต่อไปในอนาคต เพื่อช่วยกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เด็กอย่างแน่นอน”วิชัย วงศ์นันท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านน้ำลัด และประธานเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กจ.น่านกล่าว

by Chokdee Smithkittipol
Thailand team
Youth and Education Program Officer

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com